การเข้าถึง จิต เจตสิก ผัสสะ เวทนา คือ การเข้าถึงธรรม
ื
มาศึกษา....จิต เจตสิก ผัสสะ เวทนา...ให้เห็นรายละเอียดต่างๆ แล้วท่านจะเห็น... ทุกข์...
( ตีแผ่ความจริงใน..จิต เจตสิก ผัสสะ เวทนา ค่อนข้างละเอียดแบบง่ายๆ )
เราจะมาดูว่า ธรรมทั้ง 4 นี้เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กันอย่างไรในการเกิดทุกข์ และ ในการดับทุกข์
ทุกๆคนสามารถทำได้ทุกๆที่และทุกๆเวลา ไม่ต้องรอนาน เห็นผลทันที ที่คุณลงมือปฏิบัติ.....
1 ) จิต คือ กิริยารู้หรือตัวรู้อารมณ์และรับรู้ธรรมต่างๆทั้งหมด จิตไม่มีตัวตนที่เที่ยงแท้แน่นอนและถาวรใดๆ จิตเกิดและดับไปตามเหตุปัจจัย จิตเป็นส่วนของ วิญญาณขันธ์ในขันธ์ 5 ทำหน้าที่...รับรู้ กาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ(จิตเอง)และธรรมอื่นๆ จิตมีสภาวะเป็นกลางๆ ไม่ดี ไม่เลว ทำหน้าที่หรือทำกิจเพียง รับรู้สิ่งต่างๆ(ธรรมต่างๆ)ที่ผ่านเข้ามา จิตจึงเป็นตัวรับรู้สิ่งต่างๆทั้งหมด จะดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับสิ่ง(ธรรม)ที่เข้ามาปรุงแต่งจิตเป็นหลัก ซึ่งก็คือ เจตสิกและธรรมที่ประกอบกับเจตสิกนั่นเอง ทุกข์ที่เกิดขึ้นในจิต(จิตรับรู้ทุกข์)ก็ไม่ได้เกิดมาแบบลอยๆ( ทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆมา)ทุกข์ก็มาจากเหตุปัจจัยเช่นเดียวกันกับธรรมอื่นๆที่มาจากการปรุงแต่ง(ยกเว้นนิพพานที่ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ)
1 ) วงจรการเกิดทุกข์: เมื่อจิตรับรู้และหลงใน "สมมติ"ที่เจตสิกปรุงแต่งให้รับรู้(เจตสิกยัดเยียดกิเลสให้จิต)
มโนผัสสะ: เมื่อมีความคิดหรืออารมณ์ผุดขึ้นมาในใจ (มโนผัสสะ) หากเราไม่มีสติเท่าทัน จิตจะเข้าไปรับรู้และเวทนาเจตสิกเสวยอารมณ์นั้นทันที
การปรุงแต่ง (สังขาร): เมื่อจิตรับรู้และเพลินไปกับเวทนา (นันทิในเวทนา) สังขารเจตสิกจะเริ่มทำงาน ปรุงแต่งจาก "ความคิด" ให้กลายเป็น "เรื่องราว" และขยายผลไปสู่ความคาดหวังหรือความปฏิฆะ (ไม่พอใจ)
ความสำคัญมั่นหมาย: จุดที่ทุกข์เกิดเต็มตัวคือตอนที่จิตรับรู้การสร้าง "ตัวตน"ของโมหเจตสิกขึ้นมารองรับเหตุการณ์นั้น เช่น จากเดิมที่มีแค่ "ความโกรธเกิดขึ้น" กลายเป็น "ฉันโกรธ" เมื่อมี "ฉัน" ทุกข์จึงมีที่ตั้ง
แยกแยะสมมติ: ฝึกมองให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรม" ที่ทำหน้าที่ของมันเอง ความคิดก็หน้าที่หนึ่ง ความรู้สึกก็หน้าที่หนึ่ง จิตที่ไปรู้ก็หน้าที่หนึ่ง ทุกอย่างเป็น "อนัตตา" คือบังคับบัญชาไม่ได้และไม่มีเจ้าของ
ละนันทิ: เมื่อรู้เท่าทันในมโนผัสสะ ให้ใช้ปัญญา(ปัญญาเจติสก)หยุดการปรุงแต่งต่อ (ละนันทิราคะ) ไม่ให้สังขารลากไปสร้างเรื่องราวต่อ การดับความเพลินคือการตัดวงจรไม่ให้ทุกข์ก่อตัว
การเห็นความดับ: เมื่อเราสังเกตบ่อยๆ จะเห็นว่าอารมณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมี "การดับ" เป็นธรรมดา จิตที่มีปัญญา(ปัญญาเจตสิกทำกิจ)จะเริ่มเรียนรู้ว่าไม่มีอะไรคุ้มค่าแก่การยึดถือว่าเป็นตัวตน
"จิตที่ฝึกดีแล้ว จะเห็นว่าทุกธรรมรวมถึงตัวจิตเองล้วนเป็นอนัตตา"
2 ) เจตสิก คือ ธรรมที่ปรุงแต่งจิต ธรรมที่ประกอบกับจิต เจตสิกมีคุณสมบัติเกิดและดับพร้อมกับจิต อารมณ์เดียวกันกับจิต เกิดในที่เดียวกันกับจิตหรือมีที่อาศัยเกิดอย่างเดียวกับจิต. ส่วนใหญ่จะเข้าใจเรื่อง จิต และ เจตสิก สับสนกัน ส่วนใหญ่จะนำเอาเจตสิกมารวมเป็นจิต จริงๆทั้ง 2 ธรรมนี้คือ จิต และ เจตสิก ไม่ใช่ธรรมเดียวกัน เป็นคนละธรรมกัน ไม่มีจิต ก็ไม่มีเจตสิก ไม่มีเจตสิก จิตก็ปรุงแต่งตัวเองไม่ได้ เช่น สติ สมาธิ ปัญญา หรือ แก่นมรรคที่เราศึกษากันอยู่นี้ ทั้งหมดคือ เจตสิก(ธรรมที่ประกอบจิต ปรุงแต่งจิต)เป็น เจตสิกที่เป็น กุศล( สติ และ ปัญญา ) สติ คือ สติเจตสิก สมาธิคือ เอกัคคตาเจตสิก(เป็นเจตสิกที่เป็นกลางๆเข้าได้ทั้งกุศลและอกุศล) ปัญญา คือ ปัญญาเจตสิก หรือ วิชชา นั่นเอง ในการเกิด ทุกข์ ขึ้นที่จิตใจก็มาจาก..เจตสิก..นี่เอง(มาจากอกุศลเจตสิก)
นิวรณ์ 5 กิเลส 10 อุปกิเลส 16 อนุสัย 7 สังโยชน์ 10 ธรรมทั้งหมดนี้ ล้วนมี โมหเจตสิก(อวิชชา)เป็นองค์ประกอบร่วมทั้งสิ้น
ถ้าท่านศึกษาเข้าไปลึกๆจะเห็นเจตสิกหลายๆเจตสิกซ่อนอยู่ในแต่ละธรรมอย่างชัดเจน
อวิชชา เกิด => มิจฉาทิฏฐิ เกิด => กิเลส เกิด => ทุกข์ เกิด
วิชชา เกิด => สัมมาทิฏฐิ เกิด => กิเลส ดับ => ทุกข์ ดับ
วิชชา เกิดจาก...การเจริญมรรคในฐานกายในทุกๆขณะจิต( ต้องทำการฝึกฝน )
อวิชชา ไม่ต้องทำการใดๆมันผุดขึ้นมาเองตามอนุสัยที่มีมาตั้งแต่แรกเกิด
อวิชชา (ความหลง): เป็นเจตสิกหลัก(โมหเจตสิก)ที่ทำให้จิตรับรู้และมองไม่เห็นตามความเป็นจริง มองสมมติว่าเป็นเรื่องจริง จนเกิดการหลงยึดว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา( จิตรับรู้แบบผิดๆ )
ตัณหาและอุปาทาน (โลภเจตสิก): เมื่อมีความเพลิน (นันทิ) ในอารมณ์ที่มากระทบ เจตสิกฝ่ายความโลภจะผลักดันให้เกิดการอยากได้หรืออยากคงสภาพนั้นไว้ เมื่อสิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไปตามกฎไตรลักษณ์ จิตที่ถูกเจตสิกนี้ปรุงแต่งจึงเป็นทุกข์(อกุศลเจตสิกปรุงแต่ง)
โทสเจตสิก: เมื่ออารมณ์ที่มากระทบไม่เป็นไปตามที่ใจต้องการ เจตสิกฝ่ายปฏิฆะหรือความไม่พอใจจะปรุงแต่งจิตให้เร่าร้อน นี่คือลักษณะของความทุกข์ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด
สติเจตสิก: ทำหน้าที่ระลึกรู้เท่าทันใน "มโนผัสสะ" ที่เกิดขึ้น หากสติเกิด เจตสิกฝ่ายอกุศลจะเข้าประกอบกับจิตได้ยากขึ้น
ปัญญาเจตสิก: เป็นตัวการสำคัญในการทำหน้าที่ "โยนิโสมนสิการ" เพื่อตีแผ่สมมติให้เห็นความจริงว่า ทั้งจิตและเจตสิกที่กำลังปรุงแต่งอยู่นั้น ล้วนเป็น "อนัตตา" ทั้งสิ้น คือเป็นเพียงสภาวะธรรมที่ทำกิจของตนเอง ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา เกิดแล้วก็ดับไป
วิริยเจตสิก: ความเพียรในการ "ละนันทิ" หรือดับความเพลินในเวทนาที่อกุศลเจตสิกกำลังปรุงแต่ง เพื่อตัดวงจรไม่ให้สังขารปรุงแต่งไปสู่ความทุกข์
- ถ้าหยดสีดำ (อกุศลเจตสิก) น้ำก็กลายเป็นสีดำ (จิตเกิดทุกข์)
- ถ้าหยดสีขาวหรือล้างสีออก (ปัญญา/สติเจตสิก) น้ำก็กลับมาใส (จิตดับทุกข์)
3 ) ผัสสะ หรือ สัมผัส หรือ การกระทบ ของสิ่ง 2 สิ่ง(ธรรม 2 ธรรม)จะเป็นคู่ๆ เช่น ตา กระทบกับรูป( ตา ผัสสะ รูป ) หู สัมผัสกับ เสียง.......ใจ สัมผัสกับ อารมณ์ต่างๆ ความคิดต่างๆ การที่จะเกิดผัสสะหรือสัมผัสได้เต็มรูปแบบนั้น ต้องมี วิญญาณ(รู้แจ้ง การรับรู้)เกิดขึ้นร่วมด้วย ถ้าวิญญาณไม่มีการรับรู้ ผัสสะก็เกิดขึ้นไม่ได้(ไม่สมบูรณ์) ผัสสะ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นคู่กับมนุษย์มาตั้งแต่แรกเกิดแล้ว เมื่อ ฉฬายตนะ(อายตนะภายใน 6 )ครบ ผัสสะ ก็มีเหตุปัจจัยการเกิด ไม่ได้เกิดมาแบบลอยๆเช่นกัน ถ้าปราศจาก อายตนะภายใน ผัสสะ ก็ไม่อาจเกิดขึ้นมาเองได้ นี่คือ ที่มาของ อินทรีย์สังวรณ์(การสำรวมอินทรีย์) ถ้าปราศจากผัสสะ ทุกๆธรรม(กุศลธรรม อกุศลธรรม ธรรมที่เป็นกลาง)ไม่สามารถเกิดขึ้นเองได้ ผัสสะ จึงเป็นธรรมที่เชื่อมต่อธรรมทั้งปวง
ผัสสะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดเวทนา: ทันทีที่มีการกระทบ จิตจะเสวยอารมณ์ทันทีว่า สุข (ถูกใจ), ทุกข์ (ไม่ถูกใจ) หรือ เฉยๆ
การเกิด "นันทิ" (ความเพลิน): หากจิตขาดสติ(ไม่มีการเดินมรรคในขณะนั้น) เมื่อเกิดเวทนาขึ้น จิตจะเข้าไปรับรู้ โลภเจตสิกปรุงแต่ง "นันทิ" หรือเพลินไปกับความรู้สึกนั้น หากสุขก็อยากให้อยู่ต่อนานๆ หากทุกข์ก็อยากให้หายไปเร็วๆ
จากผัสสะสู่ตัณหา: ความเพลินในเวทนาที่เกิดจากผัสสะนี่เองที่นำไปสู่ "ตัณหา" (ความทะยานอยาก) และเมื่อมีความอยาก ก็จะเกิด "อุปาทาน" (ความยึดมั่น) ว่ามี "ผู้เสวยในผัสสะ" นั้นจริงๆ ทุกข์จึงก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์
สักแต่ว่าผัสสะ: ฝึกสติให้เห็นว่าผัสสะเป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรม" ที่ทำกิจของตนเอง ตาทำหน้าที่เห็น, รูปทำหน้าที่ปรากฏ, วิญญาณทำหน้าที่รับรู้ ทั้งหมดเป็นเพียงกลไกธรรมชาติ ไม่ได้มี "เรา" อยู่ในกระบวนการนั้น
การละนันทิในผัสสะ: เมื่อมีการกระทบ (เช่น มโนผัสสะ - ความคิดผุดขึ้น) ให้มีสติรู้เท่าทันเวทนาที่ตามมา แล้วหยุดความเพลิน (ละนันทิ) ไม่ให้สังขารปรุงแต่งต่อไปเป็นเรื่องราว เมื่อความเพลินดับ ตัณหาก็เกิดไม่ได้ ทุกข์จึงดับไป ณ ขณะนั้น
การเห็นความเป็น "อนัตตา" ของผัสสะ: พิจารณาให้เห็นว่าผัสสะเป็นของชั่วคราว มีการเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา บังคับบัญชาไม่ได้ เมื่อเห็นความจริงนี้ จิตจะเริ่มคลายความสำคัญมั่นหมายในตัวตนที่ไปรองรับผัสสะนั้น
| กระบวนการ | ผัสสะที่หลง (เกิดทุกข์) | ผัสสะที่รู้ (ดับทุกข์) |
| เมื่อกระทบ | จิตไหลไปตามอารมณ์ (นันทิ) | มีสติระลึกรู้เท่าทันการกระทบ |
| เวทนา | ยึดมั่นว่าเป็น "สุขของเรา" "ทุกข์ของเรา" | เห็นว่าเป็นเพียง "เวทนาที่ถูกรู้" |
| ผลลัพธ์ | ปรุงแต่งเป็นตัวตน (อุปาทาน) | เห็นความเป็นอนัตตา (ไม่มีตัวตน) |
| สภาวะจิต | เร่าร้อน แบกภาระ | สงบ เย็น สลัดคืนสมมติ |
"หากคุมผัสสะได้ ก็คุมทุกข์ได้" ให้ใช้ วิชชา คุมผัสสะ นั่นก็คือ การเจริญมรรคในทุกขณะจิตที่ฐานกายนั่นเอง
4 ) เวทนา ความหมายคือ การเสวยอารมณ์ เวทนาเป็น เจตสิก คือ เวทนาเจตสิก ปรุงแต่งจิตให้มารับรู้อารมณ์...สุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ถ้าเวทนาที่มีอวิชชาครอบงำ จะนำไปสู่การปรุงแต่งใน...สุขเวทนา ทุกขเวทนา และ เวทนาหลง ทันที ปรุงแต่ง นันทิราคะ ซึ่งเป็นเชื้อของกิเลสติดตามมาทันที นำไปสู่การเกิดตัณหา อุปาทาน และทุกข์เกิดขึ้น แต่ถ้าเวทนาที่มีวิชชา(เวทนารู้)คือเวทนาที่มีการเดินมรรคอยู่ในทุกๆขณะจิต จะนำไปสู่การไม่ปรุงแต่ง นันทิราคะ ส่งผลให้ตัณหาไม่เกิด และทุกข์ไม่เกิด
หมายเหตุ : ผัสสะ และ เวทนา เกิดขึ้นตลอดเวลา ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่
ทั้ง 4 ธรรมนี้คือ ธรรมที่เกี่ยวข้องกับการ....เกิดทุกข์ และ ดับทุกข์ ในจิตของมนุษย์โดยตรง
การเกิด "นันทิ" (ความเพลิน): เมื่อเวทนาเกิดขึ้น จิตที่ขาดสติจะเข้าไปรับรู้โลภเจตสิกปรุงแต่ง "นันทิ" หรือเพลินไปในรสของเวทนานั้น เช่น เมื่อเกิดสุขเวทนา ก็เพลินที่จะรักษาไว้ เมื่อเกิดทุกขเวทนา ก็เพลินที่จะผลักไส (การดิ้นรนก็คือความเพลินในอีกรูปแบบหนึ่ง)
นันทิราคะ นำไปสู่ตัณหา: ความเพลินนี้เองที่เป็นเชื้อไฟให้เกิด "ตัณหา" (ความทะยานอยาก) เมื่ออยากแล้วไม่สมอยาก หรืออยากแล้วกลัวจะสูญเสีย ความเร่าร้อนใจที่เป็นความทุกข์จึงตามมาทันที
ความสำคัญมั่นหมาย: จิตที่ไม่ได้เดินมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)จะเข้าไปยึดว่า "เวทนานี้เป็นเรา" หรือ "เราเป็นผู้เสวยเวทนา" เมื่อเวทนาแปรปรวนไปตามธรรมชาติ (ไตรลักษณ์) จิตที่ไปยึดไว้จึงรู้สึกเหมือน "เรา" กำลังแตกสลายตามไปด้วย
ละนันทิในเวทนา: เมื่อเวทนาเกิดขึ้น (โดยเฉพาะมโนผัสสะทางใจ) ให้ฝึกสติรู้เท่าทันแล้ว "ละความเพลิน" ในเวทนานั้นทันที ไม่ให้สังขารปรุงแต่งต่อเป็นความสำคัญมั่นหมาย เมื่อความเพลินดับ วงจรที่จะไปสู่ความทุกข์ก็ขาดสะบั้นลง
เห็นเวทนาเป็นเพียง "สิ่งที่ถูกรู้": ใช้ปัญญาพิจารณาว่า เวทนาเป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรม" ที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย (มีผัสสะจึงมีเวทนา) มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา และไม่ใช่ตัวตนของเรา (อนัตตา)
การตีแผ่สมมติ: เมื่อเห็นตามจริงว่าเวทนาเกิดแล้วก็ดับ (อนิจจัง) และบังคับไม่ได้ จิตจะเริ่มถอนความสำคัญมั่นหมายออก กลายเป็นเพียง "ผู้สังเกตการณ์" ที่เห็นเวทนาไหลผ่านไป โดยไม่กระโดดลงไปแบกไว้
| สภาวะ | การเกิดทุกข์ (วงจรหลง) | การดับทุกข์ (วงจรปัญญา) |
| เวทนา (สุข/ทุกข์) | จิตเข้าไป นันทิ (เพลิน/ยึด) | จิตเห็นเป็นเพียง สภาวะธรรม |
| ปฏิกิริยา | เกิดตัณหา (อยากได้/อยากผลักไส) | ละนันทิ (หยุดการปรุงแต่ง) |
| สถานะ | "เรา" เป็นผู้ทุกข์ | เวทนาทำงานของมัน จิตเพียงรับรู้ |
| ผลลัพธ์ | แบกภาระ แบกสมมติ | ปล่อยวาง สลัดคืนสู่ธรรมชาติ |
"เวทนา" มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่ "ความทุกข์" เกิดจากจิตที่เข้าไปรับรู้ในมานะเจตสิกความสำคัญมั่นหมายในเวทนานั้น
นี้คือ...การดับทุกข์แบบปุถุชนแบบชั่วคราว โดยไม่ต้องบรรลุมรรคผลใดๆทั้งสิ้น นี่คือ ความจริง ที่สามารถทำได้จริงๆ โดยการเดินมรรค( แก่นมรรค)ในทุกๆขณะจิต สติต้องตั้งอยู่ที่ฐานกาย(จิตจะอยู่กับสติ)ระลึกรู้การเคลื่อนไหวในทุกๆอิริยาบท สติเกิด => สมาธิเกิด => ปัญญาเกิด(สติมา ปัญญาเกิด)