การเข้าถึง จิต เจตสิก ผัสสะ เวทนา คือ การเข้าถึงธรรม



มาศึกษา....จิต เจตสิก ผัสสะ เวทนา...ให้เห็นรายละเอียดต่างๆ แล้วท่านจะเห็น... ทุกข์...

 ( ตีแผ่ความจริงใน..จิต เจตสิก ผัสสะ เวทนา ค่อนข้างละเอียดแบบง่ายๆ )
เราจะมาดูว่า ธรรมทั้ง 4 นี้เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กันอย่างไรในการเกิดทุกข์ และ ในการดับทุกข์

ทุกๆคนสามารถทำได้ทุกๆที่และทุกๆเวลา ไม่ต้องรอนาน เห็นผลทันที ที่คุณลงมือปฏิบัติ.....

1 )  จิต คือ กิริยารู้หรือตัวรู้อารมณ์และรับรู้ธรรมต่างๆทั้งหมด จิตไม่มีตัวตนที่เที่ยงแท้แน่นอนและถาวรใดๆ จิตเกิดและดับไปตามเหตุปัจจัย จิตเป็นส่วนของ วิญญาณขันธ์ในขันธ์ 5 ทำหน้าที่...รับรู้ กาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ(จิตเอง)และธรรมอื่นๆ จิตมีสภาวะเป็นกลางๆ ไม่ดี ไม่เลว ทำหน้าที่หรือทำกิจเพียง รับรู้สิ่งต่างๆ(ธรรมต่างๆ)ที่ผ่านเข้ามา จิตจึงเป็นตัวรับรู้สิ่งต่างๆทั้งหมด จะดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับสิ่ง(ธรรม)ที่เข้ามาปรุงแต่งจิตเป็นหลัก ซึ่งก็คือ เจตสิกและธรรมที่ประกอบกับเจตสิกนั่นเอง ทุกข์ที่เกิดขึ้นในจิต(จิตรับรู้ทุกข์)ก็ไม่ได้เกิดมาแบบลอยๆ( ทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆมา)ทุกข์ก็มาจากเหตุปัจจัยเช่นเดียวกันกับธรรมอื่นๆที่มาจากการปรุงแต่ง(ยกเว้นนิพพานที่ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ)

การพิจารณาเรื่อง "จิต" กับ "การเกิดและดับแห่งทุกข์" หากมองในเชิงกลไกที่พิสูจน์ได้ผ่านการสังเกต จะเห็นได้ว่าจิตไม่ใช่ "เรา" แต่เป็น "สภาวะรู้" หรือ กิริยารู้ ที่ทำงานสัมพันธ์กับเหตุปัจจัย ดังนี้

1 ) วงจรการเกิดทุกข์: เมื่อจิตรับรู้และหลงใน "สมมติ"ที่เจตสิกปรุงแต่งให้รับรู้(เจตสิกยัดเยียดกิเลสให้จิต)
 
ทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เกิดจากการที่จิตเข้าไปรับรู้ในโลภเจตสิกที่ปรุงแต่ง "นันทิ" (เพลิน) และ "อุปาทาน" (ยึดมั่น) ในสิ่งที่มากระทบ
โนผัสสะ: เมื่อมีความคิดหรืออารมณ์ผุดขึ้นมาในใจ (มโนผัสสะ) หากเราไม่มีสติเท่าทัน จิตจะเข้าไปรับรู้และเวทนาเจตสิกเสวยอารมณ์นั้นทันที

การปรุงแต่ง (สังขาร): เมื่อจิตรับรู้และเพลินไปกับเวทนา (นันทิในเวทนา) สังขารเจตสิกจะเริ่มทำงาน ปรุงแต่งจาก "ความคิด" ให้กลายเป็น "เรื่องราว" และขยายผลไปสู่ความคาดหวังหรือความปฏิฆะ (ไม่พอใจ)

ความสำคัญมั่นหมาย: จุดที่ทุกข์เกิดเต็มตัวคือตอนที่จิตรับรู้การสร้าง "ตัวตน"ของโมหเจตสิกขึ้นมารองรับเหตุการณ์นั้น เช่น จากเดิมที่มีแค่ "ความโกรธเกิดขึ้น" กลายเป็น "ฉันโกรธ" เมื่อมี "ฉัน" ทุกข์จึงมีที่ตั้ง
 
2. วงจรการดับทุกข์: การเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาและโยนิโสมนสิการ
 
การดับทุกข์ไม่ใช่การบังคับไม่ให้คิด แต่คือการ "ตีแผ่สมมติ" เพื่อให้จิตถอนความหลงผิด

แยกแยะสมมติ: ฝึกมองให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรม" ที่ทำหน้าที่ของมันเอง ความคิดก็หน้าที่หนึ่ง ความรู้สึกก็หน้าที่หนึ่ง จิตที่ไปรู้ก็หน้าที่หนึ่ง ทุกอย่างเป็น "อนัตตา" คือบังคับบัญชาไม่ได้และไม่มีเจ้าของ

ละนันทิ: เมื่อรู้เท่าทันในมโนผัสสะ ให้ใช้ปัญญา(ปัญญาเจติสก)หยุดการปรุงแต่งต่อ (ละนันทิราคะ) ไม่ให้สังขารลากไปสร้างเรื่องราวต่อ การดับความเพลินคือการตัดวงจรไม่ให้ทุกข์ก่อตัว

การเห็นความดับ: เมื่อเราสังเกตบ่อยๆ จะเห็นว่าอารมณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมี "การดับ" เป็นธรรมดา จิตที่มีปัญญา(ปัญญาเจตสิกทำกิจ)จะเริ่มเรียนรู้ว่าไม่มีอะไรคุ้มค่าแก่การยึดถือว่าเป็นตัวตน
 
สรุปสาระสำคัญ 

"จิตที่ฝึกดีแล้ว จะเห็นว่าทุกธรรมรวมถึงตัวจิตเองล้วนเป็นอนัตตา" 

เมื่อเราใช้ โยนิโสมนสิการ พิจารณาเนืองๆ ว่าทุกอย่างเป็นเพียงกระบวนการทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นและดับไปตามเหตุปัจจัย ความสำคัญมั่นหมายในตัวตน(อัสมิมานะหรือมานะเจตสิก)จะลดลง จนเหลือเพียงการทำงานของธรรมที่บริสุทธิ์ ไร้การแบกหามความทุกข์

2 ) เจตสิก คือ ธรรมที่ปรุงแต่งจิต ธรรมที่ประกอบกับจิต เจตสิกมีคุณสมบัติเกิดและดับพร้อมกับจิต อารมณ์เดียวกันกับจิต เกิดในที่เดียวกันกับจิตหรือมีที่อาศัยเกิดอย่างเดียวกับจิต. ส่วนใหญ่จะเข้าใจเรื่อง จิต และ เจตสิก สับสนกัน ส่วนใหญ่จะนำเอาเจตสิกมารวมเป็นจิต จริงๆทั้ง 2 ธรรมนี้คือ จิต และ เจตสิก ไม่ใช่ธรรมเดียวกัน เป็นคนละธรรมกัน ไม่มีจิต ก็ไม่มีเจตสิก ไม่มีเจตสิก จิตก็ปรุงแต่งตัวเองไม่ได้ เช่น สติ สมาธิ ปัญญา หรือ แก่นมรรคที่เราศึกษากันอยู่นี้ ทั้งหมดคือ เจตสิก(ธรรมที่ประกอบจิต ปรุงแต่งจิต)เป็น เจตสิกที่เป็น กุศล( สติ และ ปัญญา ) สติ คือ สติเจตสิก สมาธิคือ เอกัคคตาเจตสิก(เป็นเจตสิกที่เป็นกลางๆเข้าได้ทั้งกุศลและอกุศล) ปัญญา คือ ปัญญาเจตสิก หรือ วิชชา นั่นเอง ในการเกิด ทุกข์ ขึ้นที่จิตใจก็มาจาก..เจตสิก..นี่เอง(มาจากอกุศลเจตสิก)
นิวรณ์ 5 กิเลส 10 อุปกิเลส 16 อนุสัย 7 สังโยชน์ 10 ธรรมทั้งหมดนี้ ล้วนมี โมหเจตสิก(อวิชชา)เป็นองค์ประกอบร่วมทั้งสิ้น
ถ้าท่านศึกษาเข้าไปลึกๆจะเห็นเจตสิกหลายๆเจตสิกซ่อนอยู่ในแต่ละธรรมอย่างชัดเจน

อวิชชา เกิด => มิจฉาทิฏฐิ เกิด => กิเลส เกิด => ทุกข์ เกิด

วิชชา เกิด => สัมมาทิฏฐิ เกิด => กิเลส ดับ => ทุกข์ ดับ

วิชชา เกิดจาก...การเจริญมรรคในฐานกายในทุกๆขณะจิต( ต้องทำการฝึกฝน )

อวิชชา ไม่ต้องทำการใดๆมันผุดขึ้นมาเองตามอนุสัยที่มีมาตั้งแต่แรกเกิด
หากจะอธิบายเรื่อง "เจตสิก" ในฐานะกลไกสำคัญของการเกิดและดับทุกข์ เราสามารถมองเจตสิกเป็นเหมือน "สี" หรือ "เครื่องปรุง" ที่เข้าประกอบกับจิต(ปรุงแต่งจิต) ทำให้จิตมีลักษณะและทิศทางที่ต่างกันไป ดังนี้
 
1. เจตสิกกับการ "เกิดทุกข์": เป็นเจตสิกฝ่ายอกุศล (เครื่องปรุงที่ทำให้จิตขุ่นมัว)
 
ในทางธรรม เจตสิกคือสิ่งที่เกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิต และมีอารมณ์เดียวกับจิต เมื่อเจตสิกฝ่ายอกุศลเข้าครอบงำ ทุกข์จึงเกิดขึ้น(กิเลสเกิด)

อวิชชา (ความหลง): เป็นเจตสิกหลัก(โมหเจตสิก)ที่ทำให้จิตรับรู้และมองไม่เห็นตามความเป็นจริง มองสมมติว่าเป็นเรื่องจริง จนเกิดการหลงยึดว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา( จิตรับรู้แบบผิดๆ )

ตัณหาและอุปาทาน (โลภเจตสิก): เมื่อมีความเพลิน (นันทิ) ในอารมณ์ที่มากระทบ เจตสิกฝ่ายความโลภจะผลักดันให้เกิดการอยากได้หรืออยากคงสภาพนั้นไว้ เมื่อสิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไปตามกฎไตรลักษณ์ จิตที่ถูกเจตสิกนี้ปรุงแต่งจึงเป็นทุกข์(อกุศลเจตสิกปรุงแต่ง)

โทสเจตสิก: เมื่ออารมณ์ที่มากระทบไม่เป็นไปตามที่ใจต้องการ เจตสิกฝ่ายปฏิฆะหรือความไม่พอใจจะปรุงแต่งจิตให้เร่าร้อน นี่คือลักษณะของความทุกข์ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด 
 
2. เจตสิกกับการ "ดับทุกข์": เป็นเจตสิกที่เป็นกุศลหรือเจตสิกดีฝ่ายโสภณ (เครื่องปรุงที่ทำให้จิตผ่องใส)
 
การดับทุกข์ไม่ใช่การทำให้จิตว่างเปล่า แต่เป็นการฝึกให้ "โสภณเจตสิก" (เจตสิกที่ดีงามหรือกุศลเจติสก) ทำหน้าที่แทนฝ่ายอกุศล

สติเจตสิก: ทำหน้าที่ระลึกรู้เท่าทันใน "มโนผัสสะ" ที่เกิดขึ้น หากสติเกิด เจตสิกฝ่ายอกุศลจะเข้าประกอบกับจิตได้ยากขึ้น

ปัญญาเจตสิก: เป็นตัวการสำคัญในการทำหน้าที่ "โยนิโสมนสิการ" เพื่อตีแผ่สมมติให้เห็นความจริงว่า ทั้งจิตและเจตสิกที่กำลังปรุงแต่งอยู่นั้น ล้วนเป็น "อนัตตา" ทั้งสิ้น คือเป็นเพียงสภาวะธรรมที่ทำกิจของตนเอง ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา เกิดแล้วก็ดับไป

วิริยเจตสิก: ความเพียรในการ "ละนันทิ" หรือดับความเพลินในเวทนาที่อกุศลเจตสิกกำลังปรุงแต่ง เพื่อตัดวงจรไม่ให้สังขารปรุงแต่งไปสู่ความทุกข์ 
 
การทำงานร่วมกัน: จิต vs เจตสิก
 
หากเปรียบ "จิต" เป็นเหมือน น้ำที่ใสสะอาด "เจตสิก" ก็คือ สี ที่ถูกหยดลงไปในน้ำ
- ถ้าหยดสีดำ (อกุศลเจตสิก) น้ำก็กลายเป็นสีดำ (จิตเกิดทุกข์)
- ถ้าหยดสีขาวหรือล้างสีออก (ปัญญา/สติเจตสิก) น้ำก็กลับมาใส (จิตดับทุกข์)
 
หัวใจสำคัญของการปฏิบัติ: การสังเกตให้เห็นว่าเจตสิกแต่ละอย่างทำกิจของมันเอง เช่น "ความโกรธ (โทสะเจตสิก) กำลังทำงาน" ไม่ใช่ "เราโกรธ" เมื่อแยกแยะได้เช่นนี้ จิตจะกลายเป็นเพียง "ผู้รู้" ที่ไม่ได้เข้าไปกระโดดร่วมวงกับเครื่องปรุงเหล่านั้น ทุกข์จึงไม่มีที่ตั้งเพราะความสำคัญมั่นหมายในตัวตนถูกถอนออกไปนั่นเอง
 
การหมั่นสังเกตอาการของเจตสิกที่เข้ามารุมล้อมปรุงแต่งจิตในแต่ละวัน ก็คือการเรียนรู้ธรรมชาติเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดวิธีหนึ่ง ด้วยการเดินมรรค( แก่นมรรค คือ สติ สมาธิ ปัญญา ในทุกๆขณะจิต )

3 )  ผัสสะ หรือ สัมผัส หรือ การกระทบ ของสิ่ง 2 สิ่ง(ธรรม 2 ธรรม)จะเป็นคู่ๆ เช่น ตา กระทบกับรูป( ตา ผัสสะ รูป ) หู สัมผัสกับ เสียง.......ใจ สัมผัสกับ อารมณ์ต่างๆ ความคิดต่างๆ การที่จะเกิดผัสสะหรือสัมผัสได้เต็มรูปแบบนั้น ต้องมี วิญญาณ(รู้แจ้ง การรับรู้)เกิดขึ้นร่วมด้วย ถ้าวิญญาณไม่มีการรับรู้ ผัสสะก็เกิดขึ้นไม่ได้(ไม่สมบูรณ์) ผัสสะ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นคู่กับมนุษย์มาตั้งแต่แรกเกิดแล้ว เมื่อ ฉฬายตนะ(อายตนะภายใน 6 )ครบ ผัสสะ ก็มีเหตุปัจจัยการเกิด ไม่ได้เกิดมาแบบลอยๆเช่นกัน ถ้าปราศจาก อายตนะภายใน ผัสสะ ก็ไม่อาจเกิดขึ้นมาเองได้ นี่คือ ที่มาของ อินทรีย์สังวรณ์(การสำรวมอินทรีย์) ถ้าปราศจากผัสสะ ทุกๆธรรม(กุศลธรรม อกุศลธรรม ธรรมที่เป็นกลาง)ไม่สามารถเกิดขึ้นเองได้ ผัสสะ จึงเป็นธรรมที่เชื่อมต่อธรรมทั้งปวง

"ผัสสะ" เปรียบเสมือน "ประตู" หรือ "จุดนัดพบ" ที่สำคัญที่สุดในกระบวนการทำงานของจิตครับ หากปราศจากผัสสะ ทุกข์ก็เกิดขึ้นไม่ได้ และหากเข้าใจผัสสะอย่างแจ่มแจ้ง การดับทุกข์ก็เกิดขึ้นที่ตรงนี้เอง
 
1. ผัสสะกับการ "เกิดทุกข์": จุดเริ่มต้นของวงจรปฏิจจสมุปบาท
 
ในทางธรรม ผัสสะคือการประจวบกันของ 3 สิ่งหรือ 3 ธรรมนี้ คือ อายตนะภายใน (เช่น ตา) + อายตนะภายนอก (เช่น รูป) + วิญญาณทางตานั้น เมื่อสามสิ่งนี้มากระทบกัน เรียกว่า "ผัสสะ" หรือ สัมผัส หรือ การกระทบ

ผัสสะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดเวทนา: ทันทีที่มีการกระทบ จิตจะเสวยอารมณ์ทันทีว่า สุข (ถูกใจ), ทุกข์ (ไม่ถูกใจ) หรือ เฉยๆ

การเกิด "นันทิ" (ความเพลิน): หากจิตขาดสติ(ไม่มีการเดินมรรคในขณะนั้น) เมื่อเกิดเวทนาขึ้น จิตจะเข้าไปรับรู้ โลภเจตสิกปรุงแต่ง "นันทิ" หรือเพลินไปกับความรู้สึกนั้น หากสุขก็อยากให้อยู่ต่อนานๆ หากทุกข์ก็อยากให้หายไปเร็วๆ

จากผัสสะสู่ตัณหา: ความเพลินในเวทนาที่เกิดจากผัสสะนี่เองที่นำไปสู่ "ตัณหา" (ความทะยานอยาก) และเมื่อมีความอยาก ก็จะเกิด "อุปาทาน" (ความยึดมั่น) ว่ามี "ผู้เสวยในผัสสะ" นั้นจริงๆ ทุกข์จึงก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์
 
2. ผัสสะกับการ "ดับทุกข์": การหยุดที่ต้นสายทางเมื่อเกิด....ผัสสะหรือสัมผัสขึ้น
 
การดับทุกข์ที่ผัสสะคือการ "ตัดไฟแต่ต้นลม" โดยใช้ ปัญญาและโยนิโสมนสิการ เข้าไปสังเกตการณ์ในขณะที่เกิดการกระทบ

สักแต่ว่าผัสสะ: ฝึกสติให้เห็นว่าผัสสะเป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรม" ที่ทำกิจของตนเอง ตาทำหน้าที่เห็น, รูปทำหน้าที่ปรากฏ, วิญญาณทำหน้าที่รับรู้ ทั้งหมดเป็นเพียงกลไกธรรมชาติ ไม่ได้มี "เรา" อยู่ในกระบวนการนั้น

การละนันทิในผัสสะ: เมื่อมีการกระทบ (เช่น มโนผัสสะ - ความคิดผุดขึ้น) ให้มีสติรู้เท่าทันเวทนาที่ตามมา แล้วหยุดความเพลิน (ละนันทิ) ไม่ให้สังขารปรุงแต่งต่อไปเป็นเรื่องราว เมื่อความเพลินดับ ตัณหาก็เกิดไม่ได้ ทุกข์จึงดับไป ณ ขณะนั้น

การเห็นความเป็น "อนัตตา" ของผัสสะ: พิจารณาให้เห็นว่าผัสสะเป็นของชั่วคราว มีการเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา บังคับบัญชาไม่ได้ เมื่อเห็นความจริงนี้ จิตจะเริ่มคลายความสำคัญมั่นหมายในตัวตนที่ไปรองรับผัสสะนั้น 
 
ตารางเปรียบเทียบ: ผัสสะที่หลง vs ผัสสะที่รู้
 
 
กระบวนการ ผัสสะที่หลง (เกิดทุกข์) ผัสสะที่รู้ (ดับทุกข์)
เมื่อกระทบ จิตไหลไปตามอารมณ์ (นันทิ) มีสติระลึกรู้เท่าทันการกระทบ
เวทนา ยึดมั่นว่าเป็น "สุขของเรา" "ทุกข์ของเรา" เห็นว่าเป็นเพียง "เวทนาที่ถูกรู้"
ผลลัพธ์ ปรุงแต่งเป็นตัวตน (อุปาทาน) เห็นความเป็นอนัตตา (ไม่มีตัวตน)
สภาวะจิต เร่าร้อน แบกภาระ สงบ เย็น สลัดคืนสมมติ
 

 
สรุปหัวใจสำคัญ 

"หากคุมผัสสะได้ ก็คุมทุกข์ได้" ให้ใช้ วิชชา คุมผัสสะ นั่นก็คือ การเจริญมรรคในทุกขณะจิตที่ฐานกายนั่นเอง 

การฝึกฝนในชีวิตประจำวันคือการมีสติอยู่กับ ผัสสะ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำงานหรือพักผ่อน เพียงแค่เห็นการกระทบตามความเป็นจริง ไม่เข้าไป "ปรุง" ต่อด้วยความสำคัญมั่นหมายว่า "ฉันเป็นผู้ผัสสะ" วงจรแห่งทุกข์ก็จะถูกตัดขาดลงในทุกๆ ขณะที่รู้เท่าทันครับผม

4 ) เวทนา ความหมายคือ การเสวยอารมณ์ เวทนาเป็น เจตสิก คือ เวทนาเจตสิก ปรุงแต่งจิตให้มารับรู้อารมณ์...สุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ถ้าเวทนาที่มีอวิชชาครอบงำ จะนำไปสู่การปรุงแต่งใน...สุขเวทนา  ทุกขเวทนา และ เวทนาหลง ทันที ปรุงแต่ง นันทิราคะ ซึ่งเป็นเชื้อของกิเลสติดตามมาทันที นำไปสู่การเกิดตัณหา อุปาทาน และทุกข์เกิดขึ้น แต่ถ้าเวทนาที่มีวิชชา(เวทนารู้)คือเวทนาที่มีการเดินมรรคอยู่ในทุกๆขณะจิต จะนำไปสู่การไม่ปรุงแต่ง นันทิราคะ ส่งผลให้ตัณหาไม่เกิด และทุกข์ไม่เกิด

หมายเหตุ : ผัสสะ และ เวทนา เกิดขึ้นตลอดเวลา ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่

ทั้ง 4 ธรรมนี้คือ ธรรมที่เกี่ยวข้องกับการ....เกิดทุกข์ และ ดับทุกข์ ในจิตของมนุษย์โดยตรง


"เวทนา" คือจุดชี้เป็นชี้ตายในวงจรของจิต หากเปรียบผัสสะเป็น "แรงกระทบ" เวทนาก็คือ "แรงสั่นสะเทือน" ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่นำไปสู่ความสุขหรือความทุกข์ที่หยั่งรากลึกลงในใจ เพราะจิต(กิริยารู้)คือ ตัวรับรู้เมื่อเวทนาเกิดขึ้น
 
1. เวทนากับการ "เกิดทุกข์": กับดักของความเพลิน (นันทิ)ถ้าไม่มีการ...เดินมรรค...ในขณะนั้น
 
ในวงจรธรรมชาติ เมื่อมีผัสสะ (การกระทบ) ย่อมมีเวทนาเกิดขึ้นเสมอ (สุข, ทุกข์, หรือไม่สุขไม่ทุกข์) แต่ทุกข์จะเกิดจริงๆ ก็ต่อเมื่อจิตรับรู้การทำงานแบบเพลินด้วยความไม่รู้ ดังนี้:

การเกิด "นันทิ" (ความเพลิน): เมื่อเวทนาเกิดขึ้น จิตที่ขาดสติจะเข้าไปรับรู้โลภเจตสิกปรุงแต่ง "นันทิ" หรือเพลินไปในรสของเวทนานั้น เช่น เมื่อเกิดสุขเวทนา ก็เพลินที่จะรักษาไว้ เมื่อเกิดทุกขเวทนา ก็เพลินที่จะผลักไส (การดิ้นรนก็คือความเพลินในอีกรูปแบบหนึ่ง)

นันทิราคะ นำไปสู่ตัณหา: ความเพลินนี้เองที่เป็นเชื้อไฟให้เกิด "ตัณหา" (ความทะยานอยาก) เมื่ออยากแล้วไม่สมอยาก หรืออยากแล้วกลัวจะสูญเสีย ความเร่าร้อนใจที่เป็นความทุกข์จึงตามมาทันที

ความสำคัญมั่นหมาย: จิตที่ไม่ได้เดินมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)จะเข้าไปยึดว่า "เวทนานี้เป็นเรา" หรือ "เราเป็นผู้เสวยเวทนา" เมื่อเวทนาแปรปรวนไปตามธรรมชาติ (ไตรลักษณ์) จิตที่ไปยึดไว้จึงรู้สึกเหมือน "เรา" กำลังแตกสลายตามไปด้วย
 
2. เวทนากับการ "ดับทุกข์": การ "ละนันทิ" และเห็นตามจริงด้วยการเดินมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)
 
การดับทุกข์ไม่ใช่การทำให้เวทนาหายไป (เพราะตราบใดที่มีกายใจ ย่อมมีเวทนา) แต่คือการเปลี่ยน "ความสัมพันธ์" ระหว่างจิตกับเวทนา

ละนันทิในเวทนา: เมื่อเวทนาเกิดขึ้น (โดยเฉพาะมโนผัสสะทางใจ) ให้ฝึกสติรู้เท่าทันแล้ว "ละความเพลิน" ในเวทนานั้นทันที ไม่ให้สังขารปรุงแต่งต่อเป็นความสำคัญมั่นหมาย เมื่อความเพลินดับ วงจรที่จะไปสู่ความทุกข์ก็ขาดสะบั้นลง

เห็นเวทนาเป็นเพียง "สิ่งที่ถูกรู้": ใช้ปัญญาพิจารณาว่า เวทนาเป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรม" ที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย (มีผัสสะจึงมีเวทนา) มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา และไม่ใช่ตัวตนของเรา (อนัตตา)

การตีแผ่สมมติ: เมื่อเห็นตามจริงว่าเวทนาเกิดแล้วก็ดับ (อนิจจัง) และบังคับไม่ได้ จิตจะเริ่มถอนความสำคัญมั่นหมายออก กลายเป็นเพียง "ผู้สังเกตการณ์" ที่เห็นเวทนาไหลผ่านไป โดยไม่กระโดดลงไปแบกไว้
 

 
สรุปกลไกการทำงาน
 
 
สภาวะ การเกิดทุกข์ (วงจรหลง) การดับทุกข์ (วงจรปัญญา)
เวทนา (สุข/ทุกข์) จิตเข้าไป นันทิ (เพลิน/ยึด) จิตเห็นเป็นเพียง สภาวะธรรม
ปฏิกิริยา เกิดตัณหา (อยากได้/อยากผลักไส) ละนันทิ (หยุดการปรุงแต่ง)
สถานะ "เรา" เป็นผู้ทุกข์ เวทนาทำงานของมัน จิตเพียงรับรู้
ผลลัพธ์ แบกภาระ แบกสมมติ ปล่อยวาง สลัดคืนสู่ธรรมชาติ
 
 หัวใจสำคัญ:

"เวทนา" มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่ "ความทุกข์" เกิดจากจิตที่เข้าไปรับรู้ในมานะเจตสิกความสำคัญมั่นหมายในเวทนานั้น 

หากฝึก ละนันทิในเวทนา ได้บ่อยๆ จิตจะเริ่มเห็นแจ้งว่าทุกธรรมรวมถึงเวทนาก็เป็นอนัตตา การเรียนรู้นี้จะดำเนินไปจนกว่ากายนี้จะดับลง ซึ่งเป็นการฝึกที่ทำได้จริงในทุกๆ มโนผัสสะที่ผ่านเข้ามาในชีวิตประจำวัน

นี้คือ...การดับทุกข์แบบปุถุชนแบบชั่วคราว โดยไม่ต้องบรรลุมรรคผลใดๆทั้งสิ้น นี่คือ ความจริง ที่สามารถทำได้จริงๆ โดยการเดินมรรค( แก่นมรรค)ในทุกๆขณะจิต สติต้องตั้งอยู่ที่ฐานกาย(จิตจะอยู่กับสติ)ระลึกรู้การเคลื่อนไหวในทุกๆอิริยาบท สติเกิด => สมาธิเกิด => ปัญญาเกิด(สติมา ปัญญาเกิด)
 
     สติ สมาธิ ปัญญา ทำงานแบบต่อเนื่อง(สันตติ) เห็นผลอย่างแน่นอน



Visitors: 276