รายชื่ออกุศลธรรมทั้งหมดสำหรับใช้แก่นมรรคดับ

  

นี้คือรายชื่อ...อกุศลธรรมทั้งหมด( กิเลส อุปกิเลส อาสวะ ทั้งหมด )

ข้อชี้แจ้งและทำความเข้าใจกับทุกๆท่าน
เหตุผลขอการนำชื่อ กิเลส อุปกิเลสและอาสวะ นำมาแสดงให้เห็นเป็นรายตัวนี้ วัตถุประสงค์เพื่อให้ท่านได้รู้จักและกำหนดรู้กิเลสและอุปกิเลส อาสวะเหล่านี้แต่ละตัวเมื่อเกิดขึ้นในตัวของท่านเอง สติจะเป็นตัวกำหนดรู้ ปัญญาหรือวิชชา+โยนิโสมนสิการ+อตัมมยตา(การไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น)จะเป็นตัวละ(ปหานะ)
กิเลสและอุปกิเลสอาสวะเหล่านี้เป็นของร้อน ให้โทษอย่างเดียว ให้ทุกข์อย่างเดียว นำปัญหาสารพัดอย่างมาให้กับจิตของท่านโดยตรง ขอให้ท่านพิจารณาเห็นโทษและทุกข์จากธรรม(กิเลสและพรรคพวก)เหล่านี้ ชีวิตที่เป็นทุกข์ก็เพราะมีสาเหตุหรือเหตุปัจจัยมาจากธรรมเหล่านี้ทั้งหมด(กิเลสและพรรคพวก)เราจะใช้ แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในการกำจัดอกุศลธรรมทั้งหมดนี้(กิเลสและพรรคพวก)ใน แก่นมรรคนี้จะมีโยนิโสมนสิการ(การพิจารณาโดยแยบคาย)กับ อตัมมยตา(การไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น)ร่วมกันทำงานอยู่ใน แก่นมรรค ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันของธรรมที่เป็นกุศล จึงส่งผลโดยตรงทำให้จิตเป็นกุศล(กุศลจิต)ถ้าท่านเดินแก่นมรรคอยู่ในทุกๆขณะจิต ท่านจะสัมผัสได้ด้วยตัวเอง

1. กิเลส 10 (เครื่องทำให้จิตเศร้าหมอง)
เป็นบัญชีรายชื่อกิเลสพื้นฐานที่จำแนกตามลักษณะอาการ เป็นกิเลสที่ครอบงำมวลมนุษย์ทั้งโลก

1.โลภะ: ความโลภ ความยากได้

2.โทสะ: ความโกรธ ความพยาบาท

3.โมหะ: ความหลง ความไม่รู้จริง

4.มานะ: ความถือตัว ความสำคัญตนว่าดีกว่า เสมอกัน หรือเลวกว่า

5.ทิฏฐิ: ความเห็นผิด การยึดติดในความคิดเห็น

6.วิจิกิจฉา: ความลังเลสงสัยในคุณของพระรัตนตรัยหรือในข้อปฏิบัติ

7.ถีนะ: ความหดหู่ ท้อแท้ ง่วงงุน (สภาพจิตที่ละเลยการทำความดี)

8.อุทธัจจะ: ความฟุ้งซ่าน ใจวอกแวก

9.อหิริกะ: ความไม่ละอายต่อการทำชั่ว

10.อโนตตัปปะ: ความไม่กลัวเกรงต่อบาป

2. อุปกิเลส 16 (สิ่งที่ทำให้จิตสกปรกหรือมัวหมอง)เปรียบเสมือนฝุ่นหรือเขม่าที่มาจับจิต ทำให้จิตสูญเสียความใสกระจ่าง

1.อภิชฌาวิสมโลภะ: จิตเพ่งเล็งอยากได้ของเขามาเป็นของตน

2.พยาบาท: ความปองร้ายผู้อื่น

3.โกธะ: ความโกรธ (อาการวูบขึ้นมา)

4.อุปนาหะ: ความผูกโกรธ (เก็บไว้ไม่ยอมเลิก)

5.มักขะ: ความลบหลู่คุณท่าน (ทำดีด้วยแล้วไม่เห็นค่า)

6.ปลาสะ: ความตีเสมอ (ยกตัวเราขึ้นไปเทียบเท่าผู้ใหญ่หรือผู้มีคุณ)

7.อิสสา: ความริษยา (ทนเห็นคนอื่นได้ดีไม่ได้)

8.มัจฉริยะ: ความตระหนี่ (เสียดายของ ยึดติดในสิ่งที่ตนมี)

9.มายา: ความเจ้าเล่ห์ (การหลอกลวงผู้อื่น)

10.สาเถยยะ: ความโอ้อวด (อวดอ้างคุณสมบัติที่ไม่มีในตน)

11.ถัมภะ: ความดื้อรั้น (หัวแข็ง ไม่ฟังใคร)

12.สารัมภะ: ความแข่งดี (การเอาชนะกันด้วยทิฏฐิ)

13.มานะ: ความถือตัว (ยึดมั่นในสมมติของตน)

14.อติมานะ: ความดูหมิ่นผู้อื่น (ความถือตัวจัดจนดูถูกคนอื่น)

15.มทะ: ความมัวเมา (เมาในวัย ในความไม่มีโรค หรือในลาภยศ)

16.ปมาทะ: ความประมาท (การปล่อยปละละเลยในการสร้างกุศล)

3. อาสวะ 4 (กิเลสที่นอนเนื่องหรือหมักดองอยู่ในจิต)เป็นเหตุปัจจัยการเกิดขึ้นของ...วัฏฏสงสาร....
เป็นกิเลสระดับที่ละเอียดที่สุด ที่ฝังลึกอยู่ในจิตเหมือนกลิ่นที่ติดอยู่ในภาชนะ หรือสุราที่หมักดองไว้นานๆ

1.กามสวะ: ความติดใจและไหลไปในกามคุณ 5 คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส( กามตัณหา )

2.ภวาสวะ: ความติดใจและไหลไปในความอยากเป็น อยากมี(ภวตัณหา) ความยึดติดในภพหรือสถานะของตน

3.ทิฏฐาสวะ: ความไหลไปตามทิฏฐิหรือความเห็นที่ผิด มิจฉาทิฏฐิ (การยึดมั่นในลัทธิ ความเชื่อ หรือตัวตน)

4.อวิชชาสวะ: ความไหลไปตามความไม่รู้จริงในอริยสัจ 4 หรือความหลงที่ไม่เห็นอนัตตา(ความไม่รู้ในสัมมาทิฏฐิ)

นิวรณ์ 5 (เครื่องกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี)
เป็นกิเลสระดับกลางที่ขัดขวางไม่ให้จิตเกิดสมาธิและปัญญา มักปรากฏตัวชัดเจนในขณะที่เราพยายามฝึกจิตหรือทำงานที่ต้องใช้ความตั้งมั่น

1.กามฉันทะ: ความพอใจติดใจในกามคุณ 5 (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่น่าใคร่)

2.พยาบาท: ความขัดเคือง ความไม่พอใจ ความพยาบาทปองร้าย

3.ถีนมิทธะ: ความหดหู่ท้อแท้ (ถีนะ) และความง่วงเหงาหาวนอน (มิทธะ)

4.อุทธัจจะกุกกุจจะ: ความฟุ้งซ่านของจิต (อุทธัจจะ) และความรำคาญใจหรือกังวลใจในสิ่งที่ทำพลาดไป (กุกกุจจะ)

5.วิจิกิจฉา: ความลังเลสงสัย ตัดสินใจไม่ได้ในทางปฏิบัติ หรือสงสัยในคุณของพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์

 อนุสัย 7 (กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน)
เป็นกิเลสระดับละเอียดที่ฝังตัวอยู่ลึกที่สุด เมื่อมีเหตุปัจจัยหรือผัสสะที่เหมาะสมมากระทบ จึงจะฟุ้งขึ้นมากลายเป็นกิเลสตัวโต

1.กามราคานุสัย: ความติดใจในกามที่นอนเนื่องอยู่

2.ปฏิฆานุสัย: ความหงุดหงิดขัดเคืองที่นอนเนื่องอยู่ (รากเหง้าของโทสะ)

3.ทิฏฐานุสัย: ความเห็นผิดที่นอนเนื่องอยู่ (ความยึดมั่นในสมมติ)

4.วิจิกิจฉานุสัย: ความลังเลสงสัยที่นอนเนื่องอยู่

5.มานานุสัย: ความถือตัว ความสำคัญตนที่นอนเนื่องอยู่

6.ภวราคานุสัย: ความติดใจในภพหรือความอยากมีอยากเป็นที่นอนเนื่องอยู่

7.อวิชชานุสัย: ความไม่รู้แจ้งตามความเป็นจริงที่นอนเนื่องอยู่

สังโยชน์ 10 (เครื่องผูกมัดสัตว์ไว้กับทุกข์)
เปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่ล่ามจิตใจไว้กับวัฏสงสาร แบ่งเป็น 2 ระดับ
คือ สังโยชน์เบื้องต่ำ (โอรัมภาคิยสังโยชน์) และสังโยชน์เบื้องสูง (อุทธัมภาคิยสังโยชน์)
 
สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 (ละได้แล้วเป็นพระโสดาบัน - พระสกทาคามี - พระอนาคามี):

1.สักกายทิฏฐิ: ความเห็นว่าเป็นตัวตน (เห็นว่า กาย-ใจ นี้เป็นเรา)

2.วิจิกิจฉา: ความลังเลสงสัยในข้อปฏิบัติ

3.สีลัพพตปรามาส: ความงมงายในการถือศีลวัตร (ทำไปโดยไม่รู้ความมุ่งหมายที่แท้จริง)

4.กามราคะ: ความติดใจในกามคุณ

5.ปฏิฆะ: ความกระทบกระทั่งในใจ ความไม่พอใจ
 
สังโยชน์เบื้องสูง 5 (ละได้หมดสิ้นเป็นพระอรหันต์):

6. รูปราคะ: ความติดใจในรูปธรรมอันประณีต (เช่น ความสุขจากรูปฌาน)
7. อรูปราคะ: ความติดใจในนามธรรมอันประณีต (เช่น ความสุขจากอรูปฌาน)
8. มานะ: ความสำคัญตน (แม้จะเป็นความรู้สึกว่า "เราเก่ง" หรือ "เราปฏิบัติธรรมดี")
9. อุทธัจจะ: ความฟุ้งซ่านของจิต (ในระดับละเอียดของจิตที่ยังไม่จบกิจ)
10. อวิชชา: ความไม่รู้แจ้งในอริยสัจ (รากเหง้าสุดท้ายของความยึดมั่น)

ข้อสังเกตสำหรับการปฏิบัติ
เมื่อท่านกัลยาณมิตรมองย้อนกลับมาที่ "แก่นมรรค" ท่านจะเห็นว่า:

การฝึก สติ จะช่วยให้เราเห็น นิวรณ์ ที่กำลังปิดกั้นใจ

การฝึก สมาธิ จะช่วยกดข่มนิวรณ์และลดกำลังของ สังโยชน์เบื้องต่ำ

การฝึก ปัญญา (เห็นอนัตตา) จะเข้าไปรื้อถอน อนุสัย และ สังโยชน์เบื้องสูง โดยเฉพาะ "สักกายทิฏฐิ" และ "อวิชชา"

การเรียนรู้ชื่อเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อการจดจำเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อให้จิตมี "ข้อมูล" ในการทำ ธรรมวิจยะ (การเลือกเฟ้นธรรม) เมื่อสภาวะเหล่านี้เกิดขึ้นในใจ ท่านจะสามารถระลึกได้ทันทีว่า "นี่คือสังโยชน์" หรือ "นี่คืออนุสัยที่กำลังฟุ้งขึ้นมา" แล้ววางใจเป็นกลางเพื่อดูความดับไปของมัน
สรุปความสัมพันธ์ในทางปฏิบัติ 

อาสวะ คือ "รากเหง้า" ที่นอนสงบนิ่งอยู่ใต้จิต

กิเลส/อุปกิเลส คือ "ตัวอาการ" ที่ผุดขึ้นมาเมื่อมีผัสสะมากระทบ
การใช้ "แก่นมรรค" (สติ สมาธิ ปัญญา) คือการเข้าไปเฝ้าสังเกตอาการของ อุปกิเลส ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะ เพื่อให้เห็นว่ามันเป็นเพียง "ธรรมที่เกิดขึ้นแล้วดับไป" ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา เมื่อเห็นบ่อยเข้าด้วยปัญญาอันยิ่ง อาสวะ ที่หมักดองอยู่ก็จะถูกสำรอกออกไปเองตามลำดับ

ผัสสะ: "สะพานเชื่อม" ระหว่างตัวเรากับโลก
ถ้าไม่มี ผัสสะ(สัมผัส)ตัวนี้ อกุศลธรรมทั้งหมด(กิเลส อุปกิเลส อาสวะ)จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย มนุษย์ก็ไม่มีทุกข์และไม่มีปัญหาใดๆเลย

ในทางธรรมและทางธรรมชาติ ผัสสะ (Contact) ไม่ได้แปลว่าการเอาตัวไปกระทบสิ่งของเท่านั้น แต่หมายถึง "กระบวนการรับรู้" ที่เกิดขึ้นครบองค์ประกอบ 3 อย่างในขณะเดียวกัน เปรียบเสมือนการเปิดไฟให้สว่างขึ้นในห้องที่มืดมิด

1. องค์ประกอบ 3 ประสาน (สูตรลับของการเกิดผัสสะ)

การที่ผัสสะจะเกิดขึ้นได้จนเรา "รู้สึก" อะไรบางอย่าง ต้องมีปัจจัย 3 อย่างมากระทบกันพอดี:

1.อายตนะภายใน (เครื่องรับ): ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย และ ใจ

2.อายตนะภายนอก (สิ่งที่ถูกรับ): รูป, เสียง, กลิ่น, รส, สัมผัสกาย และ เรื่องราวในใจ

3.วิญญาณ (ตัวรู้): ความรู้สึกทางระบบประสาทที่เข้าไปรับรู้การกระทบนั้น

ตัวอย่างง่ายๆ: หากท่านมี "ตา" (เครื่องรับ) และมี "ส้ม" (สิ่งที่ถูกรับ) วางอยู่ตรงหน้า แต่ท่าน "เหม่อ" (ไม่มีวิญญาณทางตาไปรับรู้) ผัสสะก็จะไม่เกิด ท่านก็จะมองไม่เห็นส้มลูกนั้น


2. ประตูทั้ง 6 ของผัสสะ

เรารับรู้โลกผ่าน "ทวาร" หรือประตูทั้ง 6 บาน ดังนี้ครับ:

1.จักษุสัมผัส: ตา + รูป + การเห็น = รู้ว่านี่คือภาพอะไร

2.โสตสัมผัส: หู + เสียง + การได้ยิน = รู้ว่านี่คือเสียงอะไร

3.ฆานสัมผัส: จมูก + กลิ่น + การดม = รู้ว่านี่คือกลิ่นอะไร

4.ชิวหาสัมผัส: ลิ้น + รส + การลิ้มรส = รู้ว่านี่คือรสอะไร

5.กายสัมผัส: กาย + โผฏฐัพพะ (เย็น ร้อน อ่อน แข็ง) + การกระทบทางผิวหนัง = รู้ว่านี่คือสัมผัสอย่างไร

6.มโนสัมผัส: ใจ + ธรรมารมณ์ (ความคิด/อารมณ์) + การนึกคิด = รู้ว่านี่คือเรื่องราวอะไร


3. ทำไม "ผัสสะ" ถึงสำคัญต่อชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน?

ผัสสะคือ "ต้นทางของอารมณ์" ครับ เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น สิ่งที่จะตามมาทันทีคือ "เวทนา" (ความรู้สึก)

ผัสสะที่ดี: นำไปสู่ สุขเวทนา (ความสบายใจ/กาย) -> เกิดความอยากได้ (โลภะ)

ผัสสะที่ไม่ดี: นำไปสู่ ทุกขเวทนา (ความไม่สบายใจ/กาย) -> เกิดความโกรธ/ไม่พอใจ (โทสะ)

ผัสสะที่เฉยๆ: นำไปสู่ อทุกขมสุขเวทนา (ไม่สุขไม่ทุกข์) -> เกิดความหลงลืมสติ (โมหะ)


4. วิธีฝึก "รู้เท่าทันผัสสะ" (ฉบับปุถุชน)

การเข้าใจผัสสะจะช่วยให้เราไม่เป็นเหยื่อของอารมณ์ครับ เมื่อมีอะไรมากระทบ ให้ลองฝึกดังนี้:

1.แยกแยะให้เป็น: เมื่อได้ยินคนด่า ให้รู้ว่า "อ๋อ นี่คือโสตสัมผัส" เป็นเพียง "เสียง" ที่มากระทบ "หู"

2.หยุดที่ผัสสะ: พยายามอย่าให้ใจรีบปรุงแต่งเป็น "เขาด่าเรา" (ซึ่งเป็นสมมติ) แต่ให้เห็นว่าเป็นเพียงแรงสั่นสะเทือนของอากาศที่มากระทบระบบประสาทหู

3.มองเห็นความเป็นอนัตตา: ผัสสะเกิดแล้วก็ดับไป เสียงดับไปแล้ว กลิ่นจางไปแล้ว ภาพเปลี่ยนไปแล้ว ไม่มีอะไรค้างคาอยู่นอกจากเราจะเก็บมาปรุงแต่งต่อเอง

สรุป

ผัสสะ คือการที่โลกมาเคาะประตูบ้าน (อายตนะ) ของเรา ถ้าเรามี "สติ" เป็นนายทวารที่เก่งกาจ เราจะรู้ว่าใครมาเคาะ และเลือกได้ว่าจะเปิดประตูรับแขก (กุศล) หรือปิดประตูไม่ให้โจร (อกุศล) เข้ามาปล้นความสงบในใจเราครับ

การเข้าใจเรื่องผัสสะ จึงเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะทำให้เราใช้ชีวิตอยู่กับโลกอย่าง "ผู้รู้เท่าทัน" ไม่ใช่ "ผู้ถูกกระทำ"

ผัสสะ(สัมผัส)เกิดขึ้นตลอดเวลา นี่คือ เหตุผลที่ต้องมีการเดินแก่นมรรค(เจริญมรรค)อยู่ตลอดเวลาในทุกๆขณะจิต เพื่อป้องกันไม่ให้ อวิชชา เข้ามาปรุงแต่งจิตนั่นเอง
วิชชาเกิด(เดินแก่นมรรค) อวิชชาดับ ธรรมสองธรรมนี้เกิดขึ้นพร้อมๆกันไม่ได้ ธรรมหนึ่งเกิด อีกธรรหนึ่งจะดับลง ดังนั้น ทุกข์เกิดและทุกข์ดับจึงอยู่ที่จุดนี้เป็นหลัก
อวิชชา คือ รากเหง้าของ...กิเลสทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นในจิตของมนุษย์ นี่คือ เหตุผลที่พระพุทธเจ้าสอน วิชชาดับทุกข์ให้กับมนุษย์




Visitors: 276